ตลาดหลักทรัพย์: เข็มทิศนำทางธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอนาคตที่ยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์: เข็มทิศนำทางธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและอนาคตที่ยั่งยืน

ในโลกที่ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติ คำว่า "ความยั่งยืน" ได้กลายเป็นมากกว่าคำศัพท์ที่ทันสมัย แต่เป็นกุญแจสำคัญสู่การอยู่รอดและการเติบโตของภาคธุรกิจ และ "ตลาดหลักทรัพย์" ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจและกลไกสำคัญในการระดมทุน ก็กำลังทวีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดหลักทรัพย์ไทย ในการเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการ SMEs ให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

ตลาดหลักทรัพย์กับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน: มากกว่าแค่การซื้อขาย

หากมองตลาดหลักทรัพย์ในอดีต ภาพที่ปรากฏคือศูนย์กลางของการระดมทุนและการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่นักลงทุนมุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด และบริษัทต่าง ๆ แข่งขันกันเพื่อสร้างกำไร ทว่าในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ได้ก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิมไปสู่การเป็นแพลตฟอร์เชิงรุก ที่ไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าระยะยาว ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แนวคิดของการลงทุนอย่างยั่งยืน หรือ ESG (Environment, Social, and Governance) ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบันชั้นนำให้ความสำคัญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจและกระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ได้ผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบจากประเด็นเหล่านี้

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือความร่วมมือระหว่าง กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (PRI) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนทำแผนบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDC) ตามข้อตกลงปารีส และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

ภาพประกอบ

ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการสร้างมาตรฐานร่วมกัน เพื่อให้ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศไม่เป็นเพียงแค่ "กระแส" แต่เป็น "ภาคบังคับ" ที่ธุรกิจต้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง กบข. ได้แสดงบทบาทเชิงรุกโดยการเข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุน (Positive Engagement) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก

การที่นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่เข้ามามีอิทธิพลในการขับเคลื่อนประเด็น ESG และ Climate Change สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแค่ผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อมูลค่าและศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

แนวคิด ESG และการลงทุนอย่างรับผิดชอบ: เสาหลักแห่งความยั่งยืน

  • E (Environment) - สิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมถึงนโยบายและกิจกรรมของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน การจัดการของเสีย การอนุรักษ์น้ำ และการลดมลพิษ การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการมีแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญ
  • S (Social) - สังคม: เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และผลกระทบที่บริษัทมีต่อพนักงาน ชุมชน ลูกค้า และสังคมโดยรวม เช่น สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน ความหลากหลายและเสมอภาค การพัฒนาชุมชน และความรับผิดชอบต่อลูกค้า
  • G (Governance) - ธรรมาภิบาล: มุ่งเน้นไปที่ระบบการบริหารจัดการของบริษัท เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เช่น โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท สิทธิของผู้ถือหุ้น ค่าตอบแทนผู้บริหาร การต่อต้านคอร์รัปชัน และการเปิดเผยข้อมูล

การบูรณาการปัจจัย ESG เหล่านี้เข้าไปในกลยุทธ์ของธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่า และตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

SMEs หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสีเขียว: โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายคนอาจนึกถึงแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและงบประมาณมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาค SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและมีจำนวนมากกว่า 90% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ก็มีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียวนี้ และนี่คือโอกาสทองสำหรับ SMEs ที่จะยกระดับธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีโลก

เส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวของ SMEs นั้นเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้ ทั้งในเรื่องแนวทางการปรับตัว และที่สำคัญคือ "ประโยชน์ทางธุรกิจ" ที่จะได้รับ นอกเหนือจากประโยชน์สาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม SMEs จำเป็นต้องเข้าใจว่า การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดต้นทุนพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ดึงดูดลูกค้าและพนักงานรุ่นใหม่ หรือแม้แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ

ภาพประกอบ

หลังจากสร้างความตระหนักรู้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิบัติ โดยเริ่มจากการประเมินสถานะของธุรกิจว่ามีความ "สีเขียว" มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันภาครัฐได้พัฒนาเครื่องมือประเมินตนเองที่ใช้งานง่ายสำหรับ SMEs เช่น Green SME Index และ Green Enterprise Index ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และระบุจุดที่ควรปรับปรุงได้อย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนสู่ธุรกิจสีเขียวสำหรับ SMEs

  1. สร้างความตระหนักรู้: เข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประโยชน์ทางธุรกิจ และโอกาสที่จะเกิดขึ้น
  2. ประเมินสถานะ: ใช้เครื่องมือเช่น Green SME Index หรือ Green Enterprise Index เพื่อวัดผลกระทบและหาจุดที่ต้องปรับปรุง
  3. วางแผนและกำหนดเป้าหมาย: กำหนดสิ่งที่ควรปรับปรุง และจัดทำแผนโครงการ-กิจกรรมสีเขียวที่เกี่ยวข้อง
  4. ปฏิบัติและลงทุน: ปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาจเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการที่มีอยู่
  5. ติดตามและประเมินผล: วัดผลลัพธ์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนนัก แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวอาจยังไม่ราบรื่นสำหรับ SMEs ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก SMEs ส่วนใหญ่ยังคงกังวลกับการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ และยังไม่ได้มองว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเร่งด่วน ประการที่สอง บางรายอาจมีความเข้าใจผิดว่าการเปลี่ยนผ่านจะต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนสูงมหาศาล ซึ่งตามมาด้วยภาระต้นทุนจำนวนมาก ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมสีเขียวบางอย่างไม่ได้มีความซับซ้อน หรือบางกิจกรรมเป็นสิ่งที่ SMEs ดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าเข้าข่ายกิจกรรมสีเขียว เช่น การใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่ง หรือแม้แต่การลดการใช้พลาสติกในสำนักงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านศักยภาพในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมสีเขียว ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค ทำให้ SMEs ต้องพึ่งพาองค์ความรู้และบริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งอาจมีต้นทุน และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้ว่าตลาดการเงินสีเขียวจะเริ่มเติบโตในประเทศไทยแล้ว แต่สำหรับกลุ่ม SMEs การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากตลาดดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

พลังของ Green Finance: เส้นทางสู่เงินทุนเพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นไปได้อย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกภาคส่วน การสนับสนุนทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือบทบาทสำคัญของ "Green Finance" หรือ "การเงินสีเขียว" ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนโครงการและการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวมีอยู่หลายชนิดที่กำลังพัฒนาและเติบโตในตลาดทุนไทย ได้แก่:

  • เงินฝากสีเขียว (Green Deposit): เงินฝากที่สถาบันการเงินจะนำไปใช้สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สินเชื่อสีเขียว (Green Loan): สินเชื่อที่มอบให้กับโครงการหรือธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เช่น การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน หรือการจัดการของเสีย
  • ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond): ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond): ตราสารหนี้ที่ระดมทุนไปใช้ในโครงการที่สร้างผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • ตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond/Loan): ตราสารหนี้หรือสินเชื่อที่มีเงื่อนไขทางการเงินผูกโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร หากองค์กรบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ อาจได้รับประโยชน์เช่นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

การเงินสีเขียวเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเงินทุน แต่ยังเป็นแรงจูงใจให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวสำหรับ SMEs ยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านความสามารถในการเตรียมเอกสาร การรายงานผลกระทบ และการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของตลาดการเงินสีเขียว

ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงไม่ได้นิ่งเฉย แต่ได้เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยยช่องว่างนี้ ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จับมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อสนับสนุน SMEs ในการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแรกในการเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืน การวัดคาร์บอนจะช่วยให้ SMEs เห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจของตน ระบุแหล่งที่มา และวางแผนเพื่อลดการปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการขอรับการสนับสนุนทางการเงินสีเขียว

ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับฐานรากอีกด้วย เมื่อ SMEs สามารถวัดและลดคาร์บอนได้ ก็จะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

ก้าวต่อไปของตลาดทุนไทยเพื่อ Net Zero: สร้างผลกระทบเชิงบวก

การเดินทางสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์นั้น ไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ตลาดหลักทรัพย์ในฐานะศูนย์กลางของตลาดทุน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกลไกขับเคลื่อนและประสานงานความพยายามเหล่านี้

จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับ กบข. AIMC และธนาคารกรุงศรีฯ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทย โดยการ:

  • ส่งเสริมมาตรฐานด้านความยั่งยืน: พัฒนาและผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนรายงานข้อมูล ESG อย่างโปร่งใสและครอบคลุม เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
  • สร้างเครื่องมือและแพลตฟอร์ม: สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือประเมินตนเอง และแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ SMEs และบริษัทต่าง ๆ สามารถวัด จัดการ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  • อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว: ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อออกแบบและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs
  • สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม: จัดกิจกรรมให้ความรู้ สัมมนา และเวิร์คช็อป เพื่อเพิ่มความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในประเด็นความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ
  • เป็นตัวอย่างที่ดี: ตลาดหลักทรัพย์เองก็ต้องมีการดำเนินงานที่ยั่งยืน และเป็นผู้นำในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่แค่ข้อกำหนด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของธุรกิจในระยะยาว บริษัทที่สามารถปรับตัวและนำหลักการความยั่งยืนมาใช้ในการดำเนินงาน จะสามารถดึงดูดนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นตลาดทุนไทยที่ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งระดมทุนและสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจให้ก้าวไปสู่เส้นทางที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก สิ่งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล ไม่ใช่แค่สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน แต่สำหรับคนไทยทุกคนและโลกที่เราอาศัยอยู่

การลงทุนในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตที่สะอาดขึ้น เขียวขจีขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์กำลังนำทางเราไปสู่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนคู่ขนานไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกอย่างแท้จริง และนี่คือโอกาสที่เราทุกคนจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

Read more

HUAWEI Pura 90 Pro Max: เผยทีเซอร์กล้องเพอริสโคป 200MP ซูม 20 เท่า ก่อนเปิดตัว 20 เมษายน

HUAWEI Pura 90 Pro Max: เผยทีเซอร์กล้องเพอริสโคป 200MP ซูม 20 เท่า ก่อนเปิดตัว 20 เมษายน

HUAWEI Pura 90 Pro Max ปล่อยทีเซอร์ฟีเจอร์กล้องเทพ! เตรียมพบกับกล้องเพอริสโคป 200MP ซูม 20 เท่า และ AI Photo Pose ในงานเปิดตัว 20 เมษายนนี้ ห้ามพลาด!

By ทีมงาน devdog
เจาะลึกกลยุทธ์ LiveScore: ถอนทัพ, เติบโต, และปรับตัวในตลาดเดิมพันระดับโลก

เจาะลึกกลยุทธ์ LiveScore: ถอนทัพ, เติบโต, และปรับตัวในตลาดเดิมพันระดับโลก

LiveScore Group ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ถอนทัพจากเนเธอร์แลนด์ สู่การเติบโตใน UK พร้อมรับมือภาษีใหม่ และขยายสู่แอฟริกาใต้ อนาคตธุรกิจ Livescore เป็นอย่างไร?

By ทีมงาน devdog
บทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-Series ในสมรภูมิกลางอากาศ: การปิดล้อม, กู้ภัย, และการอัปเกรด

บทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-Series ในสมรภูมิกลางอากาศ: การปิดล้อม, กู้ภัย, และการอัปเกรด

เจาะลึกปฏิบัติการปิดล้อมอิหร่าน การช่วยเหลือ F-15E และการอัปเกรด F-35 ของอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

By ทีมงาน devdog
งบประมาณปี 2570: ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อคนไทย รับมือเศรษฐกิจผันผวน

งบประมาณปี 2570: ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อคนไทย รับมือเศรษฐกิจผันผวน

เจาะลึกงบประมาณปี 2570 รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาประชาชน ใช้แนวคิด Zero-Based Budgeting พร้อมไทม์ไลน์และ 9 แผนงานบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน.

By ทีมงาน devdog