จันทรุปราคา: เตรียมชม "ดวงจันทร์สีแดงอิฐ" ปรากฏการณ์สุดขอบฟ้าในคืนมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569
เตรียมชมจันทรุปราคาเต็มดวง "ดวงจันทร์สีแดงอิฐ" คืนวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569 นี้ พร้อมวิธีดู ตำนาน และจุดสังเกตการณ์ทั่วไทย.
ค่ำคืนวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569 นี้ นับเป็นช่วงเวลาที่นักดูดาวและผู้คนทั่วไปต่างเฝ้ารอคอยปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจ นั่นคือ "จันทรุปราคาเต็มดวง" ซึ่งจะเนรมิตให้ดวงจันทร์เต็มดวงเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐลอยเด่นอยู่เหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เป็นภาพที่หาชมได้ไม่บ่อยนัก และเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห้วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ทางดาราศาสตร์

ทำความรู้จัก "จันทรุปราคา" ปรากฏการณ์ฟ้าอันน่าทึ่ง
จันทรุปราคา (Lunar Eclipse) คือปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์พอดี ทำให้เงาของโลกทอดไปบดบังดวงจันทร์ ส่งผลให้เรามองเห็นดวงจันทร์มืดลงหรือเปลี่ยนสีไปจากปกติ ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในคืนวันเพ็ญ หรือคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงเท่านั้น (ขึ้น 14-15 ค่ำ)
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกทุกเดือน ทำไมเราจึงไม่เห็นจันทรุปราคาทุกคืนวันเพ็ญ? คำตอบคือ ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์เอียงทำมุมประมาณ 5 องศากับระนาบวงโคจรของโลก ทำให้โดยส่วนใหญ่แล้ว ดวงจันทร์จะโคจรผ่านเหนือหรือใต้เงาของโลกไป ไม่ได้ตรงกับเงามืดของโลกพอดี จึงเกิดจันทรุปราคาขึ้นเป็นบางครั้งเท่านั้น ซึ่งทำให้ปรากฏการณ์นี้มีความพิเศษและน่าติดตามอยู่เสมอ
ประเภทของจันทรุปราคา
จันทรุปราคาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ขึ้นอยู่กับว่าดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเงาของโลกในลักษณะใด:
- จันทรุปราคาเต็มดวง (Total Lunar Eclipse): เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืด (Umbra) ของโลกทั้งดวง ทำให้มองเห็นดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม หรือน้ำตาลเข้ม คล้ายสีอิฐ หรือที่นิยมเรียกกันว่า "ดวงจันทร์สีเลือด" หรือ "Blood Moon" ความเข้มของสีจะแตกต่างกันไปตามสภาพบรรยากาศโลกในขณะนั้น เช่น หากมีฝุ่นละอองหรือเมฆมาก สีอาจจะเข้มขึ้น
- จันทรุปราคาบางส่วน (Partial Lunar Eclipse): เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเงามืดของโลกเพียงบางส่วน ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์มีลักษณะเว้าแหว่งไปบางส่วนคล้ายโดนกัดไป
- จันทรุปราคาเงามัว (Penumbral Lunar Eclipse): เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเงามัว (Penumbra) ของโลก ซึ่งเป็นส่วนที่แสงอาทิตย์ถูกโลกบังไปเพียงบางส่วน ทำให้ดวงจันทร์ดูมืดลงเล็กน้อยเท่านั้น ยากที่จะสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าหากไม่มีการสังเกตอย่างละเอียด
ไขปริศนา "ดวงจันทร์สีแดงอิฐ" หรือ "Blood Moon"
ปรากฏการณ์ที่ทำให้จันทรุปราคาเต็มดวงน่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษคือการที่ดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐหรือสีเลือด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นั้นอยู่ที่ชั้นบรรยากาศของโลกเราเอง
เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกจะถูกบดบังไปโดยตรง แต่แสงบางส่วนยังคงสามารถเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลกได้ คล้ายกับที่แสงอาทิตย์ส่องผ่านชั้นบรรยากาศในตอนเช้าหรือตอนเย็นทำให้ท้องฟ้ามีสีแดงอมส้ม ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การกระเจิงของแสงเรย์ลีห์" (Rayleigh Scattering) จะเกิดขึ้น โดยชั้นบรรยากาศของโลกจะกระเจิงแสงสีฟ้าออกไป ทำให้เหลือเพียงแสงสีแดงและสีส้มนี่เองที่หักเหผ่านชั้นบรรยากาศโลกแล้วไปตกกระทบดวงจันทร์ ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐนั่นเอง
ความเข้มของสีแดงที่ปรากฏบนดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงนั้น สามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับสภาพชั้นบรรยากาศโลกในขณะนั้น เช่น หากมีฝุ่นภูเขาไฟ ควัน หรือเมฆในชั้นบรรยากาศโลกมาก ก็จะทำให้แสงสีแดงที่ส่องไปถึงดวงจันทร์มีความเข้มและมืดลง ในทางกลับกัน หากบรรยากาศโลกโปร่งใส ดวงจันทร์ก็จะปรากฏเป็นสีแดงสดใสกว่า

เจาะลึก: จันทรุปราคาเต็มดวง "ดวงจันทร์สีแดงอิฐ" คืนมาฆบูชา 3 มี.ค. 2569
สำหรับปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับ วันมาฆบูชา นั้น ถือเป็นโอกาสพิเศษอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทยที่จะได้ชมความงดงามนี้ในช่วงหัวค่ำ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้ออกมาประชาสัมพันธ์ถึงปรากฏการณ์สำคัญครั้งนี้ โดยระบุถึงลำดับเวลาและข้อควรปฏิบัติในการสังเกตการณ์เพื่อให้ได้ชมภาพที่ชัดเจนที่สุด
ลำดับเวลาปรากฏการณ์ (เวลาประเทศไทย – กรุงเทพมหานคร):
- เวลาเกิดคราสเต็มดวงโดยรวม: ประมาณ 15:44 – 21:23 น.
- ช่วงเวลาที่สังเกตเห็นได้ในประเทศไทย: ดวงจันทร์จะเริ่มขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเวลาประมาณ 18:23 น. ซึ่งขณะนั้นดวงจันทร์จะถูกเงามืดของโลกบดบังทั้งดวงอยู่แล้ว ทำให้ผู้สังเกตเห็นดวงจันทร์ปรากฏเป็นสีแดงอิฐตั้งแต่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า
- ช่วงเวลาชม "ดวงจันทร์สีแดงอิฐ": เราจะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์สีแดงอิฐนี้ได้จนถึงเวลาประมาณ 19:02 น. รวมระยะเวลาประมาณ 39 นาที (เวลาอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละพื้นที่)
- หลังจากนั้น: ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนออกจากเงามืดของโลก และค่อยๆ ปรากฏเว้าแหว่งบางส่วน กลายเป็นจันทรุปราคาบางส่วน ก่อนจะพ้นจากเงามืดทั้งหมดในเวลาประมาณ 20:17 น. และพ้นจากเงามัวจนสิ้นสุดปรากฏการณ์โดยสมบูรณ์
ด้วยช่วงเวลาที่สามารถสังเกตปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงได้มีระยะเวลาเพียง 39 นาที และดวงจันทร์จะอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างต่ำใกล้ขอบฟ้า NARIT จึงแนะนำให้ผู้สนใจเลือกจุดสังเกตการณ์ที่เป็นพื้นที่โล่ง มองเห็นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกได้ชัดเจน ไม่มีอาคารสูงหรือต้นไม้บดบัง เช่น บนตึกสูง จุดชมวิว ริมทะเล หรือพื้นที่เกษตรกรรม
NARIT จัดกิจกรรมพิเศษ!
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นนี้ NARIT ได้จัดกิจกรรมสังเกตการณ์หลัก 5 จุด ทั่วประเทศ ได้แก่:
- อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่
- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา
- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น
- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา
กิจกรรมจะจัดขึ้นในคืนวันที่ 3 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18:00 - 22:00 น. โดยจะมีการตั้งกล้องโทรทรรศน์ และจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจในคืนนั้น ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ NARIT ยังได้เชิญชวนโรงเรียนในเครือข่ายกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ทั่วประเทศให้ร่วมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย
สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมกิจกรรม ยังสามารถรับชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงได้ทางเฟซบุ๊ก และยูทูบของ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อีกด้วย!
ตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับจันทรุปราคา: จาก "ราหูอมจันทร์" สู่ความมหัศจรรย์สากล
ปรากฏการณ์จันทรุปราคาได้สร้างความตื่นตาตื่นใจและก่อให้เกิดจินตนาการแก่ผู้คนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในแต่ละวัฒนธรรมจึงมีเรื่องเล่า ตำนาน และความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป
"ราหูอมจันทร์" ความเชื่อไทยโบราณ
ในสังคมไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ราหูอมจันทร์" ตามตำนานเล่าว่า พระราหูเป็นยักษ์ที่ถูกลงโทษจากการดื่มน้ำอมฤต จึงมีร่างกายเพียงครึ่งท่อน เมื่อพระราหูได้โอกาสก็จะติดตามจับดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์มาอมไว้ในปากเพื่อแก้แค้น ซึ่งก็คือปรากฏการณ์จันทรุปราคาและสุริยุปราคาที่เรารู้จักกันนั่นเอง
ความเชื่อเรื่องราหูอมจันทร์ส่งผลให้เกิดพิธีกรรมและความเชื่อต่างๆ ตามมา เช่น การตีเกราะเคาะไม้ หรือส่งเสียงดังเพื่อขับไล่พระราหูให้คายดวงจันทร์ออกมา รวมถึงการทำบุญบูชาพระราหูเพื่อสะเดาะเคราะห์ ป้องกันภัยพิบัติ หรือขอพรให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
ความเชื่อจากวัฒนธรรมทั่วโลก
- อินเดีย: คล้ายกับความเชื่อไทย มีตำนานเกี่ยวกับอสูร "ราหู" ที่กลืนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
- จีน: มีตำนานเกี่ยวกับมังกรฟ้าที่พยายามกินดวงจันทร์ ผู้คนจึงต้องส่งเสียงดังเพื่อไล่มังกร
- เมโสโปเตเมียโบราณ: เชื่อว่าจันทรุปราคาเป็นสัญญาณของกษัตริย์ที่กำลังจะถูกโจมตี จึงมีการทำพิธีกรรมต่างๆ เพื่อปกป้องกษัตริย์
- ชาวอินคา: เชื่อว่าเสือภูเขาโจมตีและกินดวงจันทร์ จึงต้องส่งเสียงดังเพื่อขับไล่มัน
- ชนพื้นเมืองอเมริกันบางเผ่า: เชื่อว่าเป็นสัญญาณของการต่อสู้ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และเป็นช่วงเวลาของการรักษาและทำพิธีกรรม
แม้ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน แต่ตำนานและความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและสร้างเสน่ห์ให้กับจันทรุปราคามากยิ่งขึ้น
วิธีสังเกตการณ์จันทรุปราคาด้วยตาเปล่าและอุปกรณ์
จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ปลอดภัยในการสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า แตกต่างจากสุริยุปราคาที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้โดยตรง
การสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า:
- เลือกสถานที่: หาพื้นที่โล่งกว้างที่ไม่มีสิ่งบดบังทิศตะวันออก มองเห็นขอบฟ้าได้ชัดเจน ยิ่งมืดสนิทเท่าไหร่ก็จะยิ่งเห็นความชัดเจนและสีสันของดวงจันทร์ได้ดียิ่งขึ้น
- ปรับสายตา: ให้เวลาสายตาของคุณปรับเข้ากับความมืดประมาณ 10-15 นาที ก่อนที่จะเริ่มมองหาดวงจันทร์
- อดทน: แม้จะเห็นดวงจันทร์สีแดงตั้งแต่แรกขึ้น แต่การสังเกตการณ์ต่อเนื่องจะทำให้คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีและความเข้ม รวมถึงการเคลื่อนตัวของดวงจันทร์
การใช้อุปกรณ์ช่วยสังเกตการณ์:
- กล้องสองตา (Binoculars): เป็นอุปกรณ์ที่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยขยายภาพ ทำให้คุณเห็นรายละเอียดของพื้นผิว ดวงจันทร์ และสีแดงอิฐได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพกพาง่ายและใช้งานไม่ซับซ้อน
- กล้องโทรทรรศน์ (Telescope): หากคุณมีกล้องโทรทรรศน์ ก็จะสามารถซูมดูรายละเอียดของปล่องภูเขาไฟและลักษณะทางธรณีวิทยาอื่นๆ บนดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเงาและสีสันได้อย่างเต็มที่
เคล็ดลับการถ่ายภาพจันทรุปราคา:
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ จันทรุปราคาเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมในการเก็บภาพสวยๆ ไว้เป็นที่ระลึก:
- อุปกรณ์: ใช้กล้อง DSLR หรือ Mirrorless พร้อมเลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto Lens) ที่มีทางยาวโฟกัสตั้งแต่ 200mm ขึ้นไป ขาตั้งกล้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภาพสั่นไหว
- การตั้งค่ากล้องเบื้องต้น:
- โหมด: แนะนำให้ใช้โหมดแมนนวล (Manual Mode)
- รูรับแสง (Aperture): ตั้งค่าให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น f/2.8 - f/5.6
- ความไวแสง (ISO): เริ่มต้นที่ ISO 800-1600 แล้วปรับตามความเหมาะสม
- ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed): เริ่มต้นที่ 1/2 วินาที - 2 วินาที และปรับตามความสว่างของดวงจันทร์ในขณะนั้น
- โฟกัส: ใช้โหมดแมนนวลโฟกัส และโฟกัสไปที่ดวงจันทร์โดยตรง
- ถ่ายภาพต่อเนื่อง: การถ่ายภาพหลายๆ ภาพในช่วงเวลาต่างๆ กัน จะทำให้คุณได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์ตลอดปรากฏการณ์
ความสำคัญทางวิทยาศาสตร์และการเรียนรู้
นอกเหนือจากความสวยงามและความตื่นเต้น จันทรุปราคายังมีความสำคัญอย่างมากต่อวงการวิทยาศาสตร์และการศึกษาดาราศาสตร์
- ยืนยันทฤษฎี: จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่ช่วยยืนยันทฤษฎีเกี่ยวกับวงโคจรของโลกและดวงจันทร์ รวมถึงรูปทรงกลมของโลก (ซึ่งสามารถเห็นได้จากเงาของโลกที่บดบังดวงจันทร์)
- การศึกษาบรรยากาศโลก: นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาองค์ประกอบและการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศโลกได้จากลักษณะของแสงที่หักเหไปตกกระทบดวงจันทร์ในช่วงที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง สีที่ปรากฏบนดวงจันทร์สามารถบ่งบอกถึงสภาพอากาศและอนุภาคต่างๆ ในชั้นบรรยากาศได้
- สร้างแรงบันดาลใจ: ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นประตูบานแรกที่จุดประกายความสนใจในวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย กระตุ้นให้เกิดคำถาม ความอยากรู้อยากเห็น และนำไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- การศึกษาประวัติศาสตร์: การบันทึกปรากฏการณ์จันทรุปราคาในอดีตช่วยให้นักประวัติศาสตร์และนักดาราศาสตร์สามารถกำหนดวันที่ของเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงการทำความเข้าใจความรู้ทางดาราศาสตร์ของอารยธรรมโบราณ
จันทรุปราคาจึงไม่ใช่แค่เพียงปรากฏการณ์ที่สวยงามบนท้องฟ้า แต่ยังเป็นห้องทดลองทางธรรมชาติขนาดมหึมาที่มอบความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเอกภพให้กับมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง
สรุปและเชิญชวน
ปรากฏการณ์ จันทรุปราคาเต็มดวง "ดวงจันทร์สีแดงอิฐ" ในคืนวันมาฆบูชา วันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งที่จะได้ชมความงดงามทางธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์นี้ร่วมกัน
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดูดาวมืออาชีพ หรือผู้ที่เพียงแค่สนใจในความสวยงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน การได้เฝ้ารอคอยและชมการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์จากสีเงินนวลไปเป็นสีแดงอิฐลึกลับเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออก จะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแน่นอน
อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์นี้! เตรียมตัว เตรียมสถานที่ และหากมีโอกาส มาร่วมกิจกรรมกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) หรือรับชมการถ่ายทอดสด เพื่อเก็บเกี่ยวความประทับใจและความรู้จากปรากฏการณ์ "จันทรุปราคาเต็มดวง" ในคืนวันที่ 3 มีนาคม 2569 นี้ไปพร้อมกัน
เงยหน้ามองฟ้าและร่วมเป็นพยานแห่งความยิ่งใหญ่ของเอกภพไปพร้อมกัน!