ทรัมป์อ้างอิหร่าน ‘เตรียมยอมแพ้’ ท่ามกลางสงครามเดือด: เสียงจาก G7 และความคลางแคลงในใจชาวอิหร่าน
ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างอิหร่าน 'เตรียมยอมแพ้' กับผู้นำ G7 แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด และชาวอิหร่านเริ่มตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ของสงคราม
ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศที่กล้าหาญต่อผู้นำกลุ่ม G7 ว่าอิหร่าน ‘เตรียมยอมแพ้’ หลังจากการดำเนินปฏิบัติการ ‘Epic Fury’ ที่เขาอ้างว่าได้ ‘กำจัดมะเร็งร้ายที่เคยคุกคามเราทั้งหมดแล้ว’ อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้สวนทางกับความเป็นจริงที่ซับซ้อนและสถานการณ์อันตึงเครียดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค รวมถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปในใจของชาวอิหร่านเอง
คำกล่าวอ้างของทรัมป์กับผู้นำ G7: ชัยชนะที่ไร้ผู้ประกาศ
จากการรายงานของเว็บไซต์ Axios โดยอ้างอิงจากเจ้าหน้าที่สามรายจากประเทศ G7 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แจ้งกับผู้นำกลุ่ม G7 ในการประชุมเสมือนจริงเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2069 ว่าปฏิบัติการที่เขาระบุว่าเป็น ‘Epic Fury’ ได้ส่งผลให้อิหร่าน ‘เตรียมยอมแพ้’ เขายังคุยโอ้อวดถึงผลลัพธ์ที่เขามองว่าเป็นการ ‘กำจัดมะเร็งร้าย’ ที่เคยเป็นภัยคุกคามต่อทุกคน
แต่สิ่งที่ทำให้คำกล่าวอ้างนี้กลายเป็นปริศนาคือคำพูดของทรัมป์ที่ว่า “ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถประกาศยอมจำนนได้” ซึ่งบ่งชี้ถึงความวุ่นวายภายในผู้นำของอิหร่านในมุมมองของเขา ยิ่งไปกว่านั้น เพียงสองวันต่อมา (13 มีนาคม 2069) ทรัมป์ยังคงเยาะเย้ยผู้นำอิหร่านว่าเป็น “พวกสารเลววิกลจริต” และประกาศว่าเป็นเกียรติที่ได้สังหารพวกเขา

สงครามที่ดำเนินไปและเสียงสะท้อนจากเตหะราน
ในขณะที่ทรัมป์ประกาศชัยชนะ สงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่สองด้วยการโจมตีกันอย่างหนักหน่วงด้วยโดรนและขีปนาวุธทั่วภูมิภาค สถานการณ์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่ชาวอิหร่านบางส่วนคาดหวังไว้ในตอนแรก
สำหรับชาวอิหร่านหลายคนที่เคยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ความหวังในตอนแรกว่าการโจมตีจากภายนอกอาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลอย่างรวดเร็วเริ่มจางหายไป ชาวเตหะรานคนหนึ่งบอกกับ BBC ว่า “เราคิดว่าพวกเขาจะสังหารบุคคลสำคัญระดับสูง และระบอบการปกครองของอิหร่านก็จะล่มสลายในเวลาไม่กี่วัน แต่ตอนนี้เราเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว และทุก ๆ คืนฉันต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงระเบิด”
ความหวังที่เริ่มถูกตั้งคำถาม
ความรู้สึกหงุดหงิดและคลางแคลงเริ่มก่อตัวขึ้น ชาวอิหร่านที่เคยหวังว่าสงครามจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตอนนี้เริ่มประเมินสถานการณ์ใหม่ด้วยความเจ็บปวด พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่าต้นทุนที่สูญเสียไปในความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน หรือความสงบสุข อาจไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ทางการเมืองใดๆ ที่จะเกิดขึ้น
- ซามา วิศวกรวัย 31 ปีในกรุงเตหะราน เล่าว่าเธอรู้สึกถึงช่วงเวลาแห่งความหวังเมื่อข่าวการโจมตีเริ่มขึ้น เธอเชื่อว่า “นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้ระบอบการปกครองอิหร่านรอดไปไม่ได้” และถึงกับเฉลิมฉลองเมื่อมีข่าวลือว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกสังหาร
- แต่เมื่อการปะทะยังคงดำเนินต่อไปและไม่เห็นจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน ความหวังเหล่านั้นก็เริ่มสั่นคลอน
การสื่อสารกับคนในอิหร่านยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เนื่องจากทางการได้สั่งปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ภาพรวมของสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและยากจะเข้าใจได้จากภายนอก
สรุป
คำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่าอิหร่าน ‘เตรียมยอมแพ้’ จึงเป็นมุมมองที่แตกต่างอย่างมากกับสถานการณ์จริงบนพื้นดิน ที่ซึ่งสงครามยังคงดำเนินอยู่และสร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชน ชาวอิหร่านหลายคนกำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เคยคาดหวังไว้อาจไม่ได้มาง่ายดายอย่างที่คิด และต้นทุนที่ต้องจ่ายอาจสูงเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้