ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่านต่อหนักสุดในประวัติศาสตร์: เตหะรานใกล้จุดยอมแพ้ หรือนี่คือจุดเริ่มต้น?
ทรัมป์ประกาศกร้าวโจมตีอิหร่านหนักสุดในประวัติศาสตร์ เชื่อเตหะรานใกล้ยอมแพ้ สวนทางอิหร่านขู่ราคาน้ำมัน 200 ดอลล์ พร้อมสู้ต่อ สงครามค่าใช้จ่ายมหาศาล
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาประกาศกร้าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะยังไม่ยุติการโจมตีลงง่ายๆ พร้อมชี้ว่าอิหร่านกำลังใกล้ถึงจุดที่จะต้องยอมแพ้ คำกล่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวที่เปิดเผยถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลของสงคราม และการตอบโต้ที่ดุดันจากฝั่งอิหร่านที่ประกาศพร้อมทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“ทรัมป์” ย้ำอิหร่านอ่อนแอ: สูญเสียหนัก และใกล้ยอมแพ้
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม โดยกล่าวถึงสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ว่า “ยังไม่ยุติเพียงเท่านี้” และยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่าน “หนักหน่วงกว่าทุกประเทศที่เคยโดนมา” โดยอ้างว่า
- อิหร่าน สูญเสียกองทัพเรือและกองทัพอากาศ อย่างหนัก
- ไม่มีระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์เหลืออยู่
- ผู้นำหลายคนของอิหร่าน “ไม่อยู่แล้ว”
ทรัมป์เน้นย้ำว่า อิหร่าน “ใกล้ถึงจุดที่จะยอมแพ้” และสหรัฐฯ สามารถถล่มอิหร่าน “ให้ถึงจุดที่ยากแก่การฟื้นฟู” เมื่อถูกถามถึงเงื่อนไขการยุติสงคราม ทรัมป์เพียงตอบว่า “ก็ทำแบบเดิมต่อไป แล้วดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง” แม้ก่อนหน้านี้เคยกล่าวกับสื่อว่าในอิหร่าน “แทบไม่มีอะไรเหลือให้เป็นเป้าหมายแล้ว” และสงครามจะยุติ “ภายในอีกไม่ช้านี้” เมื่อ “ผมต้องการให้มันจบ มันก็จะจบ”
สงครามที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายมหาศาล
ขณะที่สงครามดำเนินไป รายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ที่เปิดเผยต่อสภาคองเกรสระบุว่า ค่าใช้จ่ายในช่วง 6 วันแรกของสงครามกับอิหร่านสูงถึงอย่างน้อย 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 4 แสนล้านบาท) และทำเนียบขาวอาจยื่นขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ในเร็วๆ นี้ ซึ่งบางฝ่ายมองว่าอาจจะยังต่ำกว่าความเป็นจริง
ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นด้วยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และจนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วราว 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านและเลบานอน นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังขยายตัวเข้าสู่เลบานอน และส่งผลให้ตลาดพลังงานและระบบขนส่งทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก สมาชิกสภาคองเกรสยังแสดงความกังวลว่าสงครามครั้งนี้อาจทำให้คลังอาวุธของกองทัพสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว

อิหร่านตอบโต้: ขู่ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์ และโจมตีเป้าหมายต่อเนื่อง
สวนทางกับคำกล่าวของทรัมป์ อิหร่านยังคงแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวและพร้อมสู้ต่อ นายเอบราฮิม ซอลฟาคารี โฆษกกองบัญชาการกองทัพอิหร่าน ประกาศกร้าวไปยังสหรัฐฯ ว่า “เตรียมตัวให้พร้อมรับน้ำมันบาร์เรลละ 200 ดอลลาร์ เพราะราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับเสถียรภาพในภูมิภาคที่คุณได้บ่อนทำลายลง”
ในวันที่ 11 มีนาคม อิหร่านได้โจมตีอิสราเอลและเป้าหมายทั่วตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการต่อสู้และปั่นป่วนอุปทานน้ำมัน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่ที่จะโจมตีธนาคารที่ทำธุรกิจกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอล และแนะนำให้ประชาชนในตะวันออกกลางอยู่ห่างจากธนาคาร 1,000 เมตร
ความรุนแรงในอ่าวเปอร์เซียยังคงเพิ่มขึ้น โดยมีรายงานว่าเรือสินค้าถูกโจมตีไปแล้ว 14 ลำ นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งรวมถึง เรือมยุรี นารี ของไทย ที่เกิดระเบิดและไฟไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลบางส่วนยอมรับเป็นการส่วนตัวว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านอาจรอดจากสงคราม และยังไม่มีสัญญาณว่าวอชิงตันใกล้จะยุติการโจมตี
อนาคตความขัดแย้ง: จุดจบ หรือเพิ่งเริ่มต้น?
ท่ามกลางคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่าอิหร่านใกล้จะยอมแพ้ และสหรัฐฯ "ชนะสงครามแล้ว" แต่ในทางกลับกัน ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ ค่าใช้จ่ายมหาศาล และการตอบโต้ที่ดุดันจากอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วสงครามครั้งนี้กำลังจะยุติลง หรือกำลังจะเข้าสู่เฟสที่รุนแรงขึ้นและซับซ้อนกว่าเดิม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพในภูมิภาคยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด