เมื่อ "เพิร์ลฮาร์เบอร์" ถูกนำมาอ้างอิง: ทรัมป์กับการโจมตีอิหร่านและปฏิกิริยาจากญี่ปุ่น
เจาะลึกการเปรียบเทียบ "เพิร์ลฮาร์เบอร์" ของโดนัลด์ ทรัมป์ กับการโจมตีอิหร่าน บทความนี้สำรวจปฏิกิริยาของญี่ปุ่น ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลกระทบต่อยุทธวิธีทางทหาร
เหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) ซึ่งเป็นการโจมตีอันน่าตกใจที่นำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ได้กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้งเมื่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาใช้เปรียบเทียบกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ในปี 2020 การเปรียบเทียบที่ละเอียดอ่อนนี้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนและนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สร้างความกังวลและคำถามมากมายเกี่ยวกับความหมายและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
"เพิร์ลฮาร์เบอร์" และยุทธวิธี "สร้างความประหลาดใจ"
ในระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคากิ (Sanae Takaichi) อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ถูกนักข่าวญี่ปุ่นตั้งคำถามว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงไม่แจ้งพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นก่อนที่จะดำเนินการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2020 คำตอบของทรัมป์สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเขากล่าวว่า การไม่แจ้งล่วงหน้าก็เพื่อรักษา "องค์ประกอบแห่งความประหลาดใจ" พร้อมกับย้อนถามอย่างเผ็ดร้อนว่า "ใครจะรู้เรื่องความประหลาดใจดีกว่านั้น ทำไมคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ คุณเชื่อในความประหลาดใจมากกว่าผมเสียอีก"

คำกล่าวอ้างถึงการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของญี่ปุ่นต่อกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ ในปี 1941 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,400 นาย และจุดชนวนให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง สร้างความอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดให้กับนายกรัฐมนตรีทาคากิ ผู้ที่ปรากฏอาการถอนหายใจและเอนหลังด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ดวงตาของเธอเบิกกว้างและรอยยิ้มจางหายไปเมื่อมีการเอ่ยถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดนี้
ความสำเร็จจากการโจมตีอิหร่านและการเปรียบเทียบที่ถกเถียง
ทรัมป์ยืนยันว่า ยุทธวิธีโจมตีแบบไม่คาดฝันนี้เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ โดยอ้างว่าการโจมตีอิหร่าน "สามารถจัดการได้ถึง 50% ของที่คาดการณ์ไว้" ภายในสองวันแรก และเพนทากอนรายงานว่า สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 7,000 แห่ง และจมหรือสร้างความเสียหายให้กับเรือรบอิหร่านถึง 120 ลำ เขาเน้นย้ำว่า "ถ้าผมไปบอกทุกคนเรื่องนี้ ก็จะไม่มีความประหลาดใจอีกต่อไป"
การเปรียบเทียบนี้สะท้อนถึงมุมมองของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาความลับทางยุทธวิธี แม้จะแลกมาด้วยความไม่พอใจจากพันธมิตรก็ตาม อดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์ เคยกล่าวถึงการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ว่าเป็น "วันที่น่าอัปยศอดสูชั่วนิรันดร์" ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ท่าทีของญี่ปุ่นและพันธมิตร
ในช่วงเวลาเดียวกัน ทรัมป์ได้กล่าวยกย่องญี่ปุ่นที่ "แสดงบทบาท" ในการช่วยรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแตกต่างจากท่าทีของ NATO โดยญี่ปุ่นพร้อมด้วยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพร้อมที่จะ "มีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการสัญจรผ่านช่องแคบจะปลอดภัย"
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีทาคากิได้เคยระบุว่าไม่มีแผนจะส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือในตะวันออกกลาง โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญสันติภาพของญี่ปุ่นที่สละการทำสงครามและการใช้กำลังเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับท่าทีของบางประเทศในยุโรป เช่น รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนีที่กล่าวว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มต้น"
การอ้างอิงเพิร์ลฮาร์เบอร์โดยทรัมป์ ไม่เพียงแต่เป็นการโต้แย้งเรื่องกลยุทธ์ทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์และสะท้อนถึงความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในประเด็นด้านความมั่นคง