นโยบาย "ทรัมป์" สั่นคลอน! ศาลสั่งคืนภาษีนำเข้ามหาศาล พร้อมจับตาคดีสัญชาติโดยกำเนิด
ศาลสหรัฐสั่งคืนภาษีนำเข้ากว่า 5.4 ล้านล้านบาทจากนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมติดตามคดีสัญชาติโดยกำเนิดที่อาจพลิกโฉมหลักการพลเมืองสหรัฐฯ
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม ล่าสุด นโยบายสำคัญในสมัยการบริหารของเขากำลังเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายครั้งใหญ่ถึงสองประเด็น ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมสหรัฐฯ อย่างกว้างขวาง แต่ยังอาจกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคตของประเทศอีกด้วย เราจะมาเจาะลึกถึงคดีภาษีนำเข้ามูลค่ามหาศาลที่ศาลสั่งคืน และท่าทีอันดุดันของทรัมป์ในประเด็นสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด
ศาลสั่งคืนภาษีนำเข้า 5.4 ล้านล้านบาท: นโยบาย "ภาษีทรัมป์" ขัดกฎหมาย
หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจอันเป็นที่ถกเถียงของโดนัลด์ ทรัมป์ คือมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.66 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.4 ล้านล้านบาท ล่าสุด ศาลสูงสหรัฐฯ ได้มีคำตัดสินว่าการจัดเก็บภาษีบางส่วนนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเร่งจัดทำระบบเพื่อคืนเงินภาษีจำนวนมหาศาลนี้ให้กับผู้นำเข้า

หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) กำลังพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่เพื่อรองรับกระบวนการขอคืนเงิน ตั้งเป้าให้เริ่มใช้งานได้ภายในปลายเดือนเมษายน โดยคาดว่าจะใช้เวลาสูงสุด 45 วันในการตรวจสอบและดำเนินการคืนเงินเบื้องต้น ผู้นำเข้ากว่า 330,000 ราย ที่จ่ายภาษีดังกล่าวสำหรับการนำเข้าสินค้ากว่า 53 ล้านรายการ จะได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ แม้จะมีผู้นำเข้าเพียงประมาณ 26,664 ราย หรือคิดเป็น 78% ของมูลค่าสินค้าที่มีสิทธิขอคืน ได้ลงทะเบียนรับเงินคืนทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่กระบวนการทั้งหมดจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลเอกสารศุลกากรกว่า 1.6 พันล้านรายการ ซึ่งเป็นภาระงานมหาศาล
ผู้เชี่ยวชาญจาก Cato Institute ประเมินว่า หากรัฐบาลยังคงเลื่อนการคืนเงินออกไป อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 23 ล้านดอลลาร์ (ราว 750 ล้านบาท) ต่อวัน และธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขา New York ชี้ว่าภาระภาษีทรัมป์กว่า 90% ถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคและบริษัท ซึ่งนักวิจัยอาวุโสจาก American Enterprise Institute ได้กล่าวว่า นี่คือ "สถานการณ์ที่แย่ทั้งสองด้านจริงๆ" เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้รับรายได้จากภาษี แต่กลับต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงบิดเบือนทั้งหมดจากการตั้งภาษีใหม่
ทรัมป์จวก "สหรัฐโง่" ประเด็นสัญชาติโดยกำเนิด: คดีร้อนในศาลฎีกา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่แสดงจุดยืนอันแข็งกร้าวของโดนัลด์ ทรัมป์ คือเรื่อง "สัญชาติโดยกำเนิด" (Birthright Citizenship) ล่าสุด เขาได้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีสำคัญในศาลฎีกาสหรัฐฯ และวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ เป็น "ประเทศเดียวในโลกที่โง่พอที่จะให้สัญชาติอัตโนมัติแก่เด็กที่เกิดในประเทศ" ไม่ว่าพ่อแม่จะมีสถานะการเข้าเมืองอย่างไร
คดีนี้มีชื่อว่า Trump v. Barbara ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงหลักการตามรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิการเป็นพลเมืองสหรัฐฯ โดยกำเนิด คำสั่งดังกล่าวที่ลงนามในวันแรกของการกลับเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ระบุว่า เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จะไม่ได้รับเอกสารรับรองสัญชาติ หากพ่อแม่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายหรือแรงงานที่ไม่มีเอกสาร
ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลต่อศาลว่า การให้สัญชาติอัตโนมัตินั้นลดคุณค่าความเป็นพลเมืองและเป็นแรงจูงใจให้เกิดการอพยพผิดกฎหมาย รวมถึงอุตสาหกรรม "birth tourism" อย่างไรก็ตาม ประธานศาลฎีกา John Roberts ได้ตั้งคำถามต่อการตีความคำว่า “subject to the jurisdiction thereof” ในรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าตัวอย่างที่รัฐบาลยกมานั้นเป็นเพียงกรณีเฉพาะ และยากที่จะขยายการตีความไปยังผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมด ด้าน American Civil Liberties Union (ACLU) ยืนยันว่าหลักการสัญชาติโดยกำเนิดถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
สองกรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการปรับเปลี่ยนรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐฯ แต่ก็ต้องเผชิญกับกำแพงทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง การที่ศาลตัดสินให้คืนภาษีนำเข้าจำนวนมหาศาลเป็นบทเรียนสำคัญถึงผลกระทบของนโยบายที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขณะที่คดีสัญชาติโดยกำเนิดก็กำลังท้าทายการตีความรัฐธรรมนูญที่ยึดถือมานาน ผลลัพธ์ของคดีเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสถานะทางกฎหมายและการเมืองของสหรัฐอเมริกา และยังคงเป็นบททดสอบสำคัญของอิทธิพลและนโยบายของอดีตผู้นำที่ยังคงมีบทบาทอย่างโดดเด่นในเวทีโลก