ทรัมป์ขู่เลื่อนพบ สี จิ้นผิง หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: เดิมพันราคาน้ำมันโลกและดุลอำนาจ
จับตา! ทรัมป์อาจเลื่อนพบ สี จิ้นผิง หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ กดดันจีนและพันธมิตรให้ร่วมแก้ปัญหา
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจเลื่อนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ออกไป หากรัฐบาลปักกิ่งยังคงนิ่งเฉยต่อวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลกที่ถูกปิดกั้น
ช่องแคบฮอร์มุซเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงตลาดพลังงานโลก เป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยมีปริมาณน้ำมันกว่า 20% ของอุปทานโลกไหลผ่านช่องทางนี้ก่อนเกิดสงคราม แต่ปัจจุบัน สถานการณ์กลับตาลปัตร หลังอิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือเพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล วิกฤตการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40-50 นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น และยังคงสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักต่อเส้นทางการค้าสากล
ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก จีนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยข้อมูลจาก Kpler ระบุว่าปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึงร้อยละ 57 ของการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าการเปิดช่องแคบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของจีน
ทรัมป์กดดันทั่วโลก "จะจดจำไว้หากใครไม่ช่วย"
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินสายหารือกับอย่างน้อย 7 ประเทศ รวมถึงจีน เกี่ยวกับการส่งกองกำลังมาร่วม "ลาดตระเวน" เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ย้ำว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์จากเส้นทางเดินเรือนี้ควรต้องมีส่วนร่วมในการปกป้อง พร้อมเตือนพันธมิตรนาโตและประเทศอื่นๆ ว่าสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือยุโรปมามากแล้ว และ "จะจดจำไว้" หากใครไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยในยามนี้ คำกล่าวนี้บ่งชี้ถึงความไม่พอใจและแรงกดดันทางการทูตที่รุนแรงจากสหรัฐฯ
แม้จะมีแรงกดดัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับคำขอของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงประเทศที่ทรัมป์เอ่ยชื่อโดยตรงอย่างฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร

ท่าทีของจีน: การทูตระดับสูงสำคัญ แต่เมินตอบเรื่องฮอร์มุซ
นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ยืนยันว่าจีนและสหรัฐฯ ยังคงติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมย้ำว่าการทูตระดับประมุขของรัฐระหว่างสองมหาอำนาจโลกเป็นกลไกสำคัญในการวางแนวทางด้านยุทธศาสตร์ที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม โฆษกจีนไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้จีนและพันธมิตรนาโตเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพียงแต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนต่อเส้นทางการค้าสากลอย่างมาก
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา: สหรัฐฯ ยอมให้เรืออิหร่านผ่านฮอร์มุซ
ในขณะที่ทรัมป์กำลังกดดันนานาชาติให้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ กลับเปิดเผยกับ CNBC ว่าสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านทยอยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับแรงกดดันก่อนหน้า เบสเซนต์คาดการณ์ว่าปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบจะเพิ่มขึ้น และเชื่อว่าเมื่อสงครามยุติลง ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากปัจจุบันที่อยู่ราว 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สรุป: เกมการทูตเดิมพันสูง
การขู่เลื่อนการพบปะระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความไม่พอใจของสหรัฐฯ และความต้องการให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขวิกฤตพลังงานโลก แม้สหรัฐฯ จะมีการผ่อนปรนให้เรืออิหร่านผ่านช่องแคบได้ แต่แรงกดดันต่อพันธมิตรและจีนก็ยังคงอยู่สูง การพบปะสุดยอดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคมถึง 2 เมษายนนี้ จึงเป็นเดิมพันที่สำคัญยิ่ง ทั้งต่อราคาน้ำมันโลก เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศ