สงครามยืดเยื้อ: ค่าใช้จ่ายทางทหารสหรัฐฯ กับอิหร่าน พุ่งทะลุหมื่นล้านดอลลาร์
เจาะลึกค่าใช้จ่ายทางทหารสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุหมื่นล้านดอลลาร์จากสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ เผยผลกระทบด้านงบประมาณ การเสริมกำลัง และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ค่าใช้จ่ายทางทหารสหรัฐฯ ทะลุหมื่นล้านเซ่นสงครามอิหร่านยืดเยื้อ: วิกฤตงบประมาณและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม กำลังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐฯ พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ สร้างความกังวลและคำถามมากมายเกี่ยวกับผลกระทบทั้งทางการเงินและทางการเมือง ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปกับการปฏิบัติการทางทหารที่เข้มข้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวนทางกับคำมั่นสัญญาของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงสงครามในต่างแดน
ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่น่าตกใจ: หมื่นล้านดอลลาร์ในไม่กี่วัน
รายงานจากแหล่งข่าวลับที่เปิดเผยต่อหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาถึงค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงกว่า 11,300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 365,500 ล้านบาท ภายใน 6 วันแรกของสงคราม ตัวเลขที่น่าตกใจนี้สะท้อนถึงขนาดของปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ ดำเนินการ
- ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) สถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ ประเมินว่าในช่วง 100 ชั่วโมงแรก ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันต้องสูญเงินไปแล้วประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 120,000 ล้านบาท)
- บางรายงานยังระบุว่าค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 6,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 194,000 ล้านบาท) ในช่วง 2 วันแรกของการสู้รบ
สาเหตุหลักของค่าใช้จ่ายมหาศาลเหล่านี้มาจากการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีราคาแพงและล้ำสมัย รวมถึงการขนส่งสรรพกำลังทางไกล เพื่อโจมตีเป้าหมายกว่า 6,000 จุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ "Epic Fury"

การเสริมกำลังและยุทธวิธีที่ซับซ้อน
เพื่อตอบโต้และยกระดับปฏิบัติการ สหรัฐฯ ได้ดำเนินการเสริมกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่อง มีการระดมส่งเรือรบหลายลำ เช่น เรือ USS Tripoli ที่ประจำการในญี่ปุ่น และกำลังนาวิกโยธินหลายพันนาย โดยประมาณ 2,500 นายบนเรือกว่า 3 ลำ ได้ถูกส่งไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง การอนุมัติการเพิ่มกำลังครั้งนี้มาจากนายพลปีเตอร์ เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน
ความตึงเครียดยังคงสูง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบสำคัญของโลกถึง 1 ใน 5 ของปริมาณทั้งหมด พลเอกแดน เคน นายทหารระดับสูงของสหรัฐฯ ยอมรับว่าช่องแคบแห่งนี้มีสภาพภูมิประเทศที่ "มีความซับซ้อนทางยุทธวิธี" ทำให้การคุ้มกันเรือสัญจรเป็นเรื่องยากลำบาก
อิหร่านตอบโต้และสถานการณ์ร้อนระอุ
สงครามที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ด้วยการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่จากสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ได้ถูกตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธหลายระลอก รวมถึงการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุระเบิดรุนแรงในดูไบเมื่อวันที่ 13 มีนาคม และในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค
อิหร่านยังคงแสดงท่าทีที่ท้าทาย โดยระบุว่าจะผ่านพ้นสงครามไปได้แม้ผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี จะถูกสังหารในช่วงต้นปฏิบัติการร่วมก็ตาม การสืบทอดตำแหน่งของโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุด ก็ยังคงอยู่ในความสนใจและถูกสหรัฐฯ ประกาศล่าหัวด้วยเงินรางวัล 10 ล้านดอลลาร์

ผลกระทบทางการเมืองและอนาคตที่ไม่แน่นอน
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะลดทอนความสำคัญของผลกระทบทางการเงิน โดยระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายระยะสั้นที่จำเป็น แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้อาจส่งผลกระทบทางการเมืองต่อเขาและพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม นอกจากนี้ วาทศิลป์ที่รุนแรงของทรัมป์ ที่เรียกผู้นำอิหร่านว่า "พวกสารเลววิกลจริต" และขู่ว่าจะโจมตีอย่างหนัก "ในสัปดาห์หน้า" ยิ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความขัดแย้ง
สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ไม่เพียงแต่สร้างภาระทางการเงินมหาศาลให้กับผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน แต่ยังคงเป็นชนวนความขัดแย้งที่คุกคามเสถียรภาพของตะวันออกกลาง และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อต่อไป พร้อมกับผลกระทบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต