สหรัฐฯ และอิสราเอล: เมื่อเป้าหมายสงครามในอิหร่านสวนทางกัน
เจาะลึกความเห็นต่างระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเกี่ยวกับเป้าหมายสงครามในอิหร่าน เหตุใดอเมริกาต้องการจบ แต่เนทันยาฮูยังไม่สิ้นสุด? พร้อมผลกระทบต่อภูมิภาคและราคาน้ำมันโลก
หลังจากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันมาเกือบสองสัปดาห์ ความแตกต่างของเป้าหมายสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งสูงขึ้น
มุมมองที่แตกต่าง: สหรัฐฯ ต้องการจบ vs. อิสราเอลต้องการทำลาย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ มองว่าสงครามใกล้จะยุติลงแล้ว และได้กล่าวกับสมาชิกพรรครีพับลิกันเพื่อคลายความกังวลว่า "มันจะจบลงอย่างรวดเร็ว สงครามเป็นเพียงการเดินทางสั้นๆ เท่านั้น" มุมมองนี้สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่ทรัมป์เผชิญอยู่ ทั้งจากความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูด และภาพความเสียหายในกรุงเตหะรานที่อิสราเอลโจมตีคลังน้ำมัน ทำให้เกิดควันดำปกคลุมเมือง เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงวุฒิสมาชิกลินด์เซย์ เกรแฮม พันธมิตรของทรัมป์เอง ยังเรียกร้องให้อิสราเอล "ระมัดระวังในการเลือกเป้าหมายโจมตี"

ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกลับยืนยันว่า ประเทศของเขายัง "ไม่จบสิ้น" กับการโจมตีผู้นำอิหร่าน นี่คือส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของอิสราเอล ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนการโจมตีอย่างกระตือรือร้น ซึ่งแตกต่างจากในสหรัฐฯ ที่การสนับสนุนเริ่มแผ่วลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
นักวิเคราะห์ชี้: เป้าหมายคล้ายแต่ไม่เหมือน
ไมเคิล ซิงห์ กรรมการผู้จัดการสถาบันวอชิงตันเพื่อการวิเคราะห์นโยบายตะวันออกกลาง อดีตที่ปรึกษาด้านตะวันออกกลางของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า เป้าหมายของทั้งสองประเทศคล้ายคลึงกัน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
- สหรัฐฯ: อาจไม่อยากทำสงครามยืดเยื้อ นั่นเพราะมีเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องจัดการในภูมิภาคอื่น และสามารถ "เก็บข้าวของแล้วกลับบ้านได้เลย" ทรัมป์มักกล่าวถึงความต้องการที่จะทำให้กองทัพอิหร่านอ่อนแอลง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ อ้างถึง "ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา" จากอิหร่าน ที่เกิดจากการที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านแล้ว และคาดการณ์ได้ว่าอิหร่านจะตอบโต้กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้ออ้างทางกฎหมายสำหรับการใช้กำลังทางทหารโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
- อิสราเอล: ต้องการ "บั่นทอนอำนาจ" ของอิหร่านอย่างถาวร เนื่องจากอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา กลยุทธ์นี้อิสราเอลใช้ทั่วทั้งภูมิภาค เช่น การโจมตีทางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าในซีเรีย ซิงห์กล่าวว่า "แต่อิสราเอลทำไม่ได้" นั่นหมายถึงอิสราเอลไม่สามารถถอนตัวจากภูมิภาคได้ง่ายๆ เหมือนสหรัฐฯ แต่ต้องเผชิญหน้ากับอิหร่านซึ่งเป็นภัยคุกคามระยะยาวโดยตรง
ผลกระทบและการตอบโต้จากอิหร่าน
สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการประกาศกร้าวผ่านนายเอบราฮิม ซอลฟาคารี โฆษกกองบัญชาการกองทัพอิหร่าน ถึงสหรัฐฯ ให้ "เตรียมตัวให้พร้อมรับน้ำมันบาร์เรลละ 200 ดอลลาร์" โดยระบุว่าราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับเสถียรภาพในภูมิภาคที่สหรัฐฯ บ่อนทำลาย นอกจากนี้ อิหร่านยังเตือนว่าจะตอบโต้ด้วยการโจมตีธนาคารที่ทำธุรกิจกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอล และแนะนำให้ประชาชนในตะวันออกกลางอยู่ให้ห่างจากธนาคาร 1,000 เมตร
แม้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะระบุว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านอย่างหนักที่สุดแล้ว แต่อิหร่านก็ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสู้ต่อและปั่นป่วนอุปทานน้ำมันได้ การโจมตีเรือสินค้าในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีรายงานเรือถูกโจมตีเพิ่มเป็น 14 ลำ รวมถึงเรือมยุรี นารีของไทย ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความไม่ปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลบางรายยอมรับเป็นการส่วนตัวว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านอาจรอดจากสงครามนี้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความซับซ้อนและยืดเยื้อของสถานการณ์ และยังไม่มีสัญญาณว่าวอชิงตันจะใกล้ยุติการถล่มอิหร่านแต่อย่างใด
บทสรุป
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเกี่ยวกับเป้าหมายในสงครามกับอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวในความเป็นพันธมิตร และความแตกต่างของผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายมองหา สหรัฐฯ ต้องการจบความขัดแย้งอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบภายในประเทศและภาระในภูมิภาคอื่น ในขณะที่อิสราเอลมองว่าเป็นโอกาสที่จะบั่นทอนอำนาจของศัตรูถาวร สถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายนี้ ส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของความตึงเครียด และอาจมีผลกระทบไปทั่วโลกอย่างคาดไม่ถึงทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจพลังงาน