โบรกฯ ชี้เป้า: ลงทุนหุ้นเด่น รับอานิสงส์ Work from Home ยุคพลังงานผันผวน
รัฐสั่ง WFH รับมือวิกฤติพลังงาน โบรกเกอร์ชี้กลุ่มขนส่ง-สื่อกระทบจำกัด แต่มีโอกาสหนุนหุ้น IT และดิจิทัล เตรียมพอร์ตรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกที่ทวีความตึงเครียดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลไทยได้ประกาศมาตรการเชิงรุก โดยหนึ่งในนั้นคือการผลักดันให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจนำระบบ Work from Home (WFH) กลับมาใช้อีกครั้งสำหรับงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน นี่ไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงานชั่วคราว แต่ยังเป็นสัญญาณที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจและตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ บรรดาโบรกเกอร์ต่างเริ่มประเมินผลกระทบและชี้เป้าหุ้นที่น่าจับตาในภาวะที่การทำงานจากบ้านกำลังกลายเป็น "มาตรฐานใหม่" ของเศรษฐกิจไทย
WFH รอบใหม่: มาตรการรับมือวิกฤติพลังงาน
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยมีประเด็นสำคัญคือการให้ส่วนงานที่ไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนพิจารณา Work from Home ทันที รวมถึงงดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรืออบรมในต่างประเทศ และให้เปลี่ยนมาดำเนินการภายในประเทศแทน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น กำหนดเวลาปิดเครื่องปรับอากาศในห้างสรรพสินค้าก่อนปิดทำการอย่างน้อย 30-60 นาที และหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจมีการกำหนดเวลาปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 22.00 น. หรือดับไฟป้ายโฆษณาหลัง 22.00 น.
มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลของรัฐบาลต่อวิกฤติพลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ดังที่ธนาคารออมสินได้ออกมาประกาศ 4 มาตรการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาลอย่างรวดเร็ว เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศาเซลเซียส และการนำแนวปฏิบัติ "งดสูท-ผูกเนกไท" มาใช้ในการประชุม ซึ่งถือเป็นการสร้างต้นแบบในการรับมือสถานการณ์

หุ้นกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ และใครได้อานิสงส์?
จากมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ผลกระทบจากมาตรการ WFH รอบนี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบเชิงลบจะค่อนข้างจำกัด:
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด
- กลุ่มขนส่งมวลชน (Ground Transport): บล.ดาโอ ประเมินว่ามาตรการ WFH ในหน่วยงานราชการจะส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าและผู้ใช้ทางด่วนลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิราว -3% หากผู้โดยสารลดลง -20% เป็นเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส มองว่า ผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงโควิด-19 เนื่องจากมาตรการยังจำกัดอยู่ในหน่วยงานราชการ ซึ่งมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับกำลังคนทั้งหมด (ประมาณ 30% ของ จนท.รัฐใน กทม. 1.7 แสนคน)
- กลุ่มสื่อโฆษณา (Media): PLANB คาดว่าผลกระทบจะจำกัด เนื่องจากมาตรการดับไฟป้ายโฆษณายังเป็นเพียงแนวนโยบาย และป้ายของบริษัทสามารถหรี่ไฟได้อยู่แล้ว
- ผู้ค้าปลีกน้ำมัน (Oil retailers): OR และ PTG คาดว่าจะได้รับผลกระทบจำกัดจากการลดเวลาให้บริการสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากช่วงหลัง 22.00 น. มีอุปสงค์น้อยอยู่แล้ว และอุปสงค์อาจถูกเร่งมาอยู่ในช่วงเวลากลางวันแทน
กลุ่มที่ได้อานิสงส์ (โดยนัย)
แม้ข่าวจะไม่ได้ระบุชื่อหุ้นโดยตรง แต่มีข้อบ่งชี้ว่ามาตรการ WFH มีโอกาสหนุนความต้องการ อุปกรณ์ IT เพิ่มขึ้นจากการทำงานที่บ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรจับตา กลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จึงอาจรวมถึง:
- กลุ่มเทคโนโลยีและผู้ให้บริการดิจิทัล: บริษัทที่ผลิตหรือจัดจำหน่ายอุปกรณ์ IT, ซอฟต์แวร์สำหรับการทำงานระยะไกล (เช่น ระบบ Cloud, Video Conferencing), ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และ Cybersecurity อาจเห็นความต้องการเพิ่มขึ้น
- ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Home Comfort & Productivity: แม้ไม่ถูกพูดถึงโดยตรงในข่าว แต่การ WFH อาจกระตุ้นความต้องการสินค้าและบริการที่ช่วยให้การทำงานที่บ้านมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนพร้อมรับมือ: Hybrid Work คือมาตรฐานใหม่
สิ่งที่แตกต่างจากการ WFH ในยุคโควิด-19 คือภาคเอกชนส่วนใหญ่มีการเตรียมพร้อมที่ดีกว่ามาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ปรับใช้ระบบ Hybrid Work อยู่แล้ว เช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่อื่น ๆ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), บริษัทอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกรายใหญ่ เช่น แสนสิริ, SC Asset, เดอะมอลล์ และวันแบงค็อก
ดังนั้น WFH รอบนี้จึงไม่ใช่การปรับตัวฉุกเฉิน แต่เป็นการปรับระดับการใช้พลังงานของระบบเศรษฐกิจโดยรวม สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการทำงานแบบยืดหยุ่นได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว
บทบาทของนักลงทุน: มองหาโอกาสในวิกฤติพลังงานและการปรับตัว
แม้ผลกระทบเชิงลบต่อบางกลุ่มจะจำกัด แต่นักลงทุนควรตระหนักว่ามาตรการ WFH และการผลักดันการประหยัดพลังงาน กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและโครงสร้างค่าใช้จ่ายในระดับมหภาค โอกาสในการลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นกลุ่ม IT เท่านั้น แต่อาจขยายไปถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน หรือเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในระยะถัดไป
การวิเคราะห์และปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว