ฮั่งเส็งฟื้นตัว: เจาะลึกภาวะตลาดหุ้นฮ่องกงช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569
สรุปภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง "ฮั่งเส็ง" ต้นเดือน ก.ค. 2569 วิเคราะห์ปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจจีน-ฮ่องกง แรงซื้อหุ้นคืน และความผันผวนที่นักลงทุนต้องรู้
ตลาดหุ้นฮ่องกง หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ฮั่งเส็ง" (Hang Seng Index) ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวน แต่ก็แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาดังกล่าว บทความนี้จะพานักลงทุนทุกท่านไปสำรวจปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนดัชนีฮั่งเส็ง รวมถึงโอกาสและความท้าทายที่รออยู่
ภาพรวมการเคลื่อนไหวของดัชนีฮั่งเส็ง
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นฮ่องกงมีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ดัชนีฮั่งเส็งปิดภาคเช้าปรับตัวลดลง 98.62 จุด หรือ -0.42% มาอยู่ที่ 23,517.70 จุด ซึ่งเป็นผลมาจากการเทขายทำกำไร หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นกว่า 200 จุดในวันก่อนหน้า นักลงทุนต่างจับตารายงานการประชุมประจำเดือนมิถุนายนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนที่จะประกาศออกมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัดในวันที่ 8 กรกฎาคม โดยดัชนี Hang Seng TECH Index ปรับตัวขึ้น 2.40% และดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI) ปรับตัวขึ้น 2.32% แรงซื้อกระจายตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่ ก่อนที่ในวันที่ 10 กรกฎาคม ดัชนีฮั่งเส็งจะปิดภาคเช้าพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 446.51 จุด หรือ +1.86% มาอยู่ที่ระดับ 24,476.69 จุด ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกหลายประการ
ปัจจัยหนุนที่ทำให้ฮั่งเส็งกลับมาคึกคัก
การฟื้นตัวของตลาดฮั่งเส็งในช่วงนี้มีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน:
- สัญญาณเศรษฐกิจฮ่องกงที่แข็งแกร่งขึ้น: ดัชนี S&P Global Hong Kong PMI เดือนมิถุนายนปรับขึ้นสู่ระดับ 52.0 จาก 50.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนการขยายตัวของภาคธุรกิจเอกชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- ความคาดหวังต่อเศรษฐกิจจีน: นักลงทุนคาดหวังว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนที่จะประกาศในสัปดาห์นั้นจะสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น
- มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีน: ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาลจีน
- แรงซื้อหุ้นคืน (Share Buyback): บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเดินหน้าซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่าการซื้อหุ้นคืนรวมกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จากบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 270 แห่ง สะท้อนว่าหลายบริษัทมองว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานและมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
- ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทฟื้นตัว: การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปในสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทฟื้นตัว ซึ่งส่งผลบวกต่อฮั่งเส็ง
- ราคาน้ำมันลดลง: ราคาน้ำมันที่ลดลงยังช่วยหนุนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
- ความหวังทางการทูต: นักลงทุนยังขานรับรายงานที่ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังคงเจรจาทางเทคนิคกันต่อไป ซึ่งก่อให้เกิดความหวังว่าการเจรจาทางการทูตจะช่วยป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาคไม่ให้ลุกลาม
หุ้นกลุ่มเด่นที่ได้รับอานิสงส์
แรงซื้อกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ Kuaishou, Alibaba, Tencent, Baidu, Xiaomi, NetEase และ JD.com ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินอย่าง ICBC และ Ping An Insurance รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare อย่าง Sino Biopharmaceutical ก็มีส่วนช่วยหนุนการฟื้นตัวของตลาดในวงกว้าง
ปัจจัยที่ต้องจับตาและความผันผวนระยะสั้น
แม้จะมีปัจจัยบวกหลายประการ แต่ตลาดก็ยังคงเผชิญกับความผันผวนบางประการที่นักลงทุนต้องติดตาม:
- แรงขายทำกำไร: หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้น การเทขายทำกำไรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- การครบกำหนด Lock-up ของหุ้น IPO: โดยเฉพาะกลุ่ม AI ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น
- ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก: เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้เสมอ
แนวโน้มและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
Finnomena Funds ประเมินว่ายังคงมุมมอง "Hold" ต่อหุ้นจีน เนื่องจาก Valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวและบริษัทจดทะเบียนยังเดินหน้าคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง แม้ระยะสั้นตลาดอาจผันผวนจากแรงขายของหุ้น IPO ที่ครบกำหนด Lock-up และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังแนะนำให้ทยอยสะสมกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีนเพื่อรับโอกาสการฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว
โดยสรุป ตลาดหุ้นฮั่งเส็งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แรงหนุนจากเศรษฐกิจภายในและภายนอก รวมถึงความเชื่อมั่นของบริษัทจดทะเบียนผ่านการซื้อหุ้นคืน ถือเป็นสัญญาณบวก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน