ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม: ไขทุกข้อสงสัย บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องลับ ไม่ใช่โมฆะ
ดร.ณัฏฐ์ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน ชี้แจงกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ละเมิดความลับ ชี้ 'สภาโจ๊ก' สร้างความปั่นป่วน ท้าทายให้มีหลักฐานจริง
ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชนผู้เชี่ยวชาญด้านคดีเลือกตั้ง กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากกรณีที่เข้าให้ถ้อยคำในฐานะพยานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อต่อสู้คดีประเด็นความลับของการเลือกตั้งและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ความเห็นทางวิชาการของเขาได้เข้ามาคลี่คลายข้อถกเถียงที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
บทบาทของ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
ดร.ณัฏฐ์ หรือ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ได้รับเชิญจาก กกต. ให้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณา โดยมีประเด็นหลักคือ การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับหรือไม่ และจะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย
เขาเน้นย้ำว่า การตัดสินใจเข้าให้ถ้อยคำในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเข้าข้าง กกต. แต่เป็นการนำเสนอความเห็นทางวิชาการและข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของประเทศชาติ โดยอ้างอิงจากการศึกษาดูงานและประสบการณ์จากต่างประเทศที่ใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะแต่อย่างใด เช่นในประเทศอังกฤษและเยอรมนี
บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง: ไม่ลับจริงหรือ?
นายณัฐวุฒิได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า กระบวนการเลือกตั้งนั้น กกต. มีอำนาจตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2566 ในข้อ 129 วรรค 2 ประกอบ 132 ในการออกแบบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด และกลไกเหล่านี้ไม่สามารถใช้ในการล้วงข้อมูล หรือระบุได้ว่าประชาชนคนใดเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด บาร์โค้ดเป็นเพียงข้อมูลที่ระบุ "เลข เล่ม และเลขที่บัตร" เท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้สิทธิ์
นอกจากนี้ ดร.ณัฏฐ์ ยังได้อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมาประกอบการพิจารณาถึงนิยามของ "การเลือกตั้งที่ไม่ลับ":
- ปี 2549: กรณีการจัดคูหาที่หันหลังให้ประชาชนเห็น ถือเป็นการเลือกตั้งแบบไม่ลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
- ปี 2561: กรณีผู้พิการและผู้สูงอายุที่ กกต. เข้าไปอำนวยความสะดวกในคูหา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการเลือกตั้งจะลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับ "เป็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่"
- ปี 2557: การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะไม่ได้เลือกตั้งในวันเดียวกันทั้งหมด 28 หน่วยเลือกตั้ง
จากคำวินิจฉัยเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะไม่ลับก็ต่อเมื่อมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน หรือทำให้รู้ได้ว่าใครเลือกใคร ไม่ใช่แค่การมีบาร์โค้ดบนบัตร ซึ่งไม่มีกลไกในการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

วิจารณ์การเมืองทำได้ แต่อย่าเกินสิทธิ: ตอบโต้ "สภาโจ๊ก"
ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาถึงกลุ่มที่พยายามปั่นป่วนและสร้างความสับสนให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และคณะ ที่มีการจัดการเลือกตั้งจำลอง หรืออ้างถึงรายชื่อประชาชน 5.2 ล้านคนที่หลุดในตลาดมืด ซึ่งอธิบดีกรมการปกครองได้แจ้งความกล่าวโทษไปแล้ว
ดร.ณัฏฐ์ เปรียบเทียบการกระทำเหล่านี้ว่าเป็นเพียง "สภาโจ๊ก" หรือ "ละครลิง" พร้อมทั้งท้าทายให้ผู้ที่คิดว่ามีหลักฐานจริงและสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ให้นำไปยื่นต่อศาลตามกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่ใช่การ "เพ้อเจ้อไปวันๆ" หรือปั่นป่วนสังคม การกระทำที่พยายามล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อตรวจสอบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดนั้นถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย PDPA และเป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง
บทสรุป: ความสงบสุขและเดินหน้าประเทศ
ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ย้ำว่า การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและตรวจสอบการทำงานของ กกต. เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย แต่ต้องไม่ใช้สิทธิเกินกว่าขอบเขตที่กำหนดและต้องมีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ การสร้างความสับสนวุ่นวายโดยไม่มีมูลความจริง หรือการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง มีแต่จะทำให้ประเทศชาติหยุดชะงัก แทนที่จะร่วมกันทำให้ประเทศสงบสุขและเดินหน้าต่อไปได้ ควรหันมาร่วมมือกันและนำหลักฐานที่ถูกต้องไปสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง และรอผลการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ