สาธิต รังคสิริ: ปิดฉากมหากาพย์ทองคำ 1.5 พันล้านบาท คดีร่ำรวยผิดปกติอดีตอธิบดีกรมสรรพากร

เจาะลึกคดีสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับทองคำ 1.5 พันล้านบาทที่ตกเป็นของแผ่นดิน เปิดมหากาพย์การทุจริตและบทเรียนจาก ป.ป.ช.

สาธิต รังคสิริ: ปิดฉากมหากาพย์ทองคำ 1.5 พันล้านบาท คดีร่ำรวยผิดปกติอดีตอธิบดีกรมสรรพากร

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจไทย มีชื่อของบุคคลหนึ่งที่เคยรุ่งโรจน์ในตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานจัดเก็บรายได้สำคัญของประเทศ แต่กลับพลิกผันสู่คดีความฉาวโฉ่ระดับพันล้านบาท นั่นคือ นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ซึ่งทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่ถูกระบุว่าร่ำรวยผิดปกติ ได้ถูกส่งมอบคืนสู่แผ่นดินอย่างเป็นทางการ

บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยเส้นทางชีวิตของอดีตข้าราชการระดับสูงท่านนี้ ตั้งแต่จุดสูงสุดในอาชีพราชการ การถูกกล่าวหาด้วยคดีทุจริตและการร่ำรวยผิดปกติ ไปจนถึงบทสรุปของมหากาพย์ที่กินเวลานานหลายปี ซึ่งจบลงด้วยการส่งมอบทองคำแท่งมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงการคลัง ตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา

บทนำ: เส้นทางที่พลิกผันของ "สาธิต รังคสิริ" จากนักบริหารสู่คดีความแห่งยุค

ชื่อของ นายสาธิต รังคสิริ กลายเป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางในฐานะอดีตข้าราชการระดับสูงที่มีเส้นทางชีวิตที่พลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ จากบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดเก็บรายได้เข้าสู่ประเทศ สู่การเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีร่ำรวยผิดปกติที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการข้าราชการไทย

นายสาธิต เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรในช่วงปี พ.ศ. 2555 – 2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายภาษีเชิงรุก รวมถึงการปฏิรูประบบจัดเก็บรายได้จากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความเชื่อมั่นที่สังคมเคยมอบให้เขาในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ได้สะท้อนถึงศักยภาพและความคาดหวังที่มีต่อตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตาม จุดพลิกผันอันน่าตกใจได้เกิดขึ้น เมื่อมีการตรวจสอบพบความผิดปกติที่นำไปสู่การตั้งข้อหาคดีใหญ่ระดับพันล้าน

คดีของ นายสาธิต รังคสิริ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวการทุจริตส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของหน่วยงานภาครัฐในการปราบปรามการทุจริตและธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล การที่ทองคำแท่งมูลค่ามหาศาลกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงจากความร่ำรวยที่ผิดปกติ ได้ถูกนำกลับคืนสู่แผ่นดิน จึงถือเป็นบทสรุปของมหากาพย์ที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย

ภาพประกอบ

จุดเริ่มต้นของมหากาพย์: คดีทุจริตคืนภาษี 4,000 ล้านบาท และการขยายผล

เรื่องราวของ นายสาธิต รังคสิริ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของคดีทุจริตขนาดใหญ่ที่เกี่ยวพันกับการคืนภาษีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีคอร์รัปชันที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คดีนี้ได้ถูกเปิดโปงและขยายผลโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งได้ชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องหลายราย

ในการสืบสวนคดีคืนภาษี 4,000 ล้านบาทนี้ ป.ป.ช. ได้ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 10 ราย ซึ่งรวมถึงข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรหลายคน เช่น นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร, นายศุภกิจ ริยะการ อดีตสรรพากรระดับ 9 พื้นที่ กทม. เขต 22 (บางรัก), นายพายุ สุขสดเขียว อดีตสรรพากรระดับ 9 พื้นที่สมุทรปราการ เขต 1, และนายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ อดีตนักวิชาการชำนาญการ ระดับ 8 สรรพากรพื้นที่ กทม. เขต 22 (บางรัก) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเอกชนที่เกี่ยวข้อง นำโดยนายวีรยุทธ แซ่หลก และพวก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการขอคืนภาษีโดยมิชอบ

การสืบสวนในคดีคืนภาษีดังกล่าวได้นำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกในพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐหลายราย และหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการขยายผลนี้ คือการที่ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติเกี่ยวกับทรัพย์สินของ นายสาธิต รังคสิริ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้และฐานะปกติของข้าราชการ เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งข้อหา "ร่ำรวยผิดปกติ" ที่นำไปสู่บทสรุปอันเป็นประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา

ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด: จากอธิบดีผู้ทรงเกียรติ สู่ผู้ถูกกล่าวหาคดีร่ำรวยผิดปกติ

จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ นายสาธิต รังคสิริ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดนายสาธิต ในข้อหา "ร่ำรวยผิดปกติ" มตินี้เกิดขึ้นหลังจากการสืบสวนและตรวจสอบอย่างละเอียดถึงที่มาของทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่ถูกค้นพบในความครอบครองของเขา

จากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. พบว่ามีรายการสั่งซื้อทองคำแท่งในชื่อของ นายสาธิต รังคสิริ กับบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัช จำกัด รวมทั้งสิ้น 15 รายการ ซึ่งไม่ใช่การซื้อขายเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการสะสมทองคำแท่งในปริมาณที่สูงอย่างต่อเนื่อง การสั่งซื้อทองคำแท่งเหล่านี้มีน้ำหนักรวมประมาณ 20,976 บาททองคำ ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ พบว่ามีมูลค่าสูงถึงกว่า 1,500 ล้านบาท

ป.ป.ช. ได้สรุปอย่างชัดเจนว่าทรัพย์สินจำนวนมหาศาลนี้เป็น "ทรัพย์สินที่ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ และได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ" การชี้มูลความผิดในลักษณะนี้มีความหมายสำคัญยิ่งในทางกฎหมายและจริยธรรมของข้าราชการ เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งในฐานะผู้รับใช้ประชาชน มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นโดยมิได้มีเหตุผลอันสมควรจากแหล่งรายได้ที่ชอบด้วยกฎหมายและจริยธรรม

การที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งในระหว่างนั้น ทองคำแท่งทั้งหมดได้ถูกอายัดและนำไปฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อรอคำพิพากษาที่จะตัดสินชะตากรรมของทรัพย์สินเหล่านี้

ภาพประกอบ

เส้นทางสู่การพิพากษาของศาลฎีกา: ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

หลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดในคดีร่ำรวยผิดปกติของ นายสาธิต รังคสิริ กระบวนการทางกฎหมายก็ได้ดำเนินต่อไป โดยอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าทรัพย์สินที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ควรตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ

ในที่สุด ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลข 1256/2567 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ และนายสาธิต รังคสิริ ผู้ถูกกล่าวหา คำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นที่สุดของกระบวนการยุติธรรม และได้ยืนยันตามข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. โดยมีคำสั่งให้ ทองคำแท่งน้ำหนักรวมกว่า 20,976 บาททองคำ มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ นายสาธิต รังคสิริ ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน

คำพิพากษาของศาลฎีกานี้ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินชี้ขาดในคดีร่ำรวยผิดปกติเท่านั้น แต่ยังเป็นการปิดประตูการต่อสู้ทางกฎหมายของ นายสาธิต รังคสิริ ในประเด็นทรัพย์สินอีกด้วย นอกจากคดีร่ำรวยผิดปกตินี้แล้ว ก่อนหน้านี้ นายสาธิต รังคสิริ และนายศุภกิจ ริยะการ อดีตสรรพากรระดับ 9 ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการทุจริตคืนภาษี ก็เคยถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุกไปแล้วในคดีทุจริตคืนภาษีกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในหน้าที่โดยมิชอบ

การตัดสินของศาลฎีกาเป็นเครื่องยืนยันถึงความเด็ดขาดของกฎหมายในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชัน และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ จะต้องเผชิญกับบทลงโทษอย่างถึงที่สุด และทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบนั้น จะต้องถูกเรียกคืนกลับคืนสู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ปิดฉากมหากาพย์: การส่งมอบทองคำสู่คลังแผ่นดินอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกา ด้วยการจัดพิธีส่งมอบทองคำแท่งน้ำหนักรวมประมาณ 20,976 บาททองคำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ เพื่อให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการ "ปิดฉากมหากาพย์" คดีทุจริตคืนภาษีและร่ำรวยผิดปกติของ นายสาธิต รังคสิริ

ในพิธีส่งมอบทรัพย์สินครั้งประวัติศาสตร์นี้ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้นายประทีป คงสนิท รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ เป็นผู้แทนในการดำเนินการ การส่งมอบทองคำแท่งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการนำคืนความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

การที่ทองคำแท่งจำนวนมหาศาลนี้ได้ถูกนำส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพย์สินของแผ่นดิน จะทำให้ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะตามระเบียบของทางราชการต่อไป ซึ่งอาจรวมถึงการนำไปบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขายเพื่อนำเงินเข้าระบบงบประมาณ หรือการเก็บรักษาไว้เป็นทุนสำรอง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูง การส่งมอบทองคำแท่งมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท จึงไม่ใช่เพียงแค่การเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน แต่เป็นการส่งสัญญาณอันทรงพลังว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และความพยายามในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจะต้องถูกเปิดโปงและได้รับการลงโทษอย่างสาสม

บทเรียนและผลกระทบ: ความโปร่งใสกับการต่อต้านการทุจริตในระบบราชการ

คดีของ นายสาธิต รังคสิริ ถือเป็นบทเรียนอันล้ำค่าและมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบราชการไทยและสังคมโดยรวม กรณีนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลัก ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลในการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติ

บทเรียนสำคัญ:

  • ความสำคัญของการปราบปรามการทุจริต: คดีนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ผู้กระทำผิดจะเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงเพียงใด หากมีการทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
  • การทำงานของ ป.ป.ช. และกระบวนการยุติธรรม: ความสำเร็จในการนำคดีนี้สู่การพิพากษาของศาลฎีกาและการยึดทรัพย์คืนแผ่นดิน สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความมุ่งมั่นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลยุติธรรมในการต่อสู้กับอาชญากรรมคอร์รัปชัน
  • การกอบกู้ทรัพย์สินคืนสู่แผ่นดิน: การที่ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลได้ถูกนำกลับคืนสู่กระทรวงการคลัง เป็นการเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการทุจริต และนำทรัพยากรกลับมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ผลกระทบต่อสังคมและระบบราชการ:

  • สร้างความเชื่อมั่น: คดีนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กลไกการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตของประเทศยังคงทำงานอย่างเข้มแข็ง แม้กระบวนการอาจใช้เวลานานก็ตาม
  • ส่งสัญญาณเตือน: เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนว่า การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง ทั้งการถูกลงโทษทางอาญาและการยึดทรัพย์คืน
  • ยกระดับมาตรฐานจริยธรรม: กรณีศึกษาของ นายสาธิต รังคสิริ จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานจริยธรรมและความโปร่งใสในระบบราชการไทย และกระตุ้นให้เกิดการเฝ้าระวังและการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

คดีนี้จึงเป็นมากกว่าเพียงเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ยืนยันว่าหลักการแห่งความยุติธรรมยังคงดำรงอยู่ และการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพื่ออนาคตของชาติที่โปร่งใสและเป็นธรรม

สรุป: ความยุติธรรมที่ปรากฏชัดเจน

เรื่องราวของ นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่จบลงด้วยการส่งมอบทองคำแท่งมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท คืนสู่แผ่นดิน เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์สำคัญของความพยายามในการต่อต้านการทุจริตในประเทศไทย

จากจุดสูงสุดในฐานะนักบริหารผู้ทรงอิทธิพล สู่การถูกชี้มูลความผิดฐาน ร่ำรวยผิดปกติ โดย ป.ป.ช. และการพิพากษาของศาลฎีกาที่สั่งให้ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบตกเป็นของแผ่นดิน ทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการสร้างหลักประกันว่าการทุจริตจะไม่ได้รับการยอมรับ และผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

การส่งมอบทองคำแท่งในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การปิดคดี แต่ยังเป็นการส่งสารที่ชัดเจนถึงสังคมว่า "ความยุติธรรมมีอยู่จริง" และไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงส่งเพียงใด ความโปร่งใสและความซื่อสัตย์จึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และเพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของระบบราชการไทย.

Read more

AIS ลุยตลาดซีรีส์แนวตั้ง ผนึก ReelShort ดันแพ็กเกจ 39 บาทเสิร์ฟลูกค้า

AIS ลุยตลาดซีรีส์แนวตั้ง ผนึก ReelShort ดันแพ็กเกจ 39 บาทเสิร์ฟลูกค้า

AIS ผนึก ReelShort แพลตฟอร์มซีรีส์แนวตั้งระดับโลก เปิดตัวแพ็กเกจ 5G ReelShort เพียง 39 บาท/เดือน รับชมคอนเทนต์กว่า 4,000 เรื่อง เต็มอิ่มทุกที่ทุกเวลา

By ทีมงาน devdog
London Marathon 2026: มหกรรมวิ่งระดับโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม!

London Marathon 2026: มหกรรมวิ่งระดับโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม!

เตรียมพบกับ London Marathon 2026 มหกรรมวิ่งมาราธอนระดับโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สถิตินักวิ่งอีลิท เส้นทางใหม่ และเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการกุศล

By ทีมงาน devdog
สัมผัสแรก HUAWEI MatePad Mini: แท็บเล็ตจิ๋วสเปกเรือธง จอ 8.8 นิ้วที่บาง เบา คุ้มค่าเกินราคา

สัมผัสแรก HUAWEI MatePad Mini: แท็บเล็ตจิ๋วสเปกเรือธง จอ 8.8 นิ้วที่บาง เบา คุ้มค่าเกินราคา

เปิดตัว HUAWEI MatePad Mini แท็บเล็ต 8.8 นิ้วสุดบางเบา จอ OLED 2.5K สเปกจัดเต็ม พร้อมกล้อง 50MP แบตอึด 66W SuperCharge และแอปฯ โปรในราคาคุ้มค่า!

By ทีมงาน devdog
เหตุการณ์ระทึก! ทรัมป์อพยพด่วนจากงานเลี้ยงสื่อ หลังเสียงปืนดังสนั่นในทำเนียบขาว

เหตุการณ์ระทึก! ทรัมป์อพยพด่วนจากงานเลี้ยงสื่อ หลังเสียงปืนดังสนั่นในทำเนียบขาว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลข 1 ถูกอพยพจากงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว หลังเกิดเหตุเสียงปืนดัง ผู้ก่อเหตุถูกควบคุมตัวแล้ว

By ทีมงาน devdog