จับตา ครม.พรุ่งนี้: มาตรการสู้ค่าครองชีพ น้ำมันแพง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมองกรุงศรีฯ
จับตา ครม.พรุ่งนี้กับมาตรการช่วยประชาชนรับมือราคาน้ำมันและสินค้าแพง วิจัยกรุงศรีฯ เผยวิกฤตพลังงานกระทบ GDP และภาคธุรกิจไทยอย่างหนัก
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ในวันพรุ่งนี้ (17 มีนาคม) จึงเป็นวันที่หลายฝ่ายจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างใกล้ชิด เพื่อรอดูมาตรการเร่งด่วนที่จะออกมาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
ครม. เตรียมงัดมาตรการสู้ศึกค่าครองชีพและวิกฤตพลังงาน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงการเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนรับมือปัญหาสินค้าแพงเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ โดยยอมรับถึงความกังวลของประชาชนที่เริ่มมีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของมาตรการยังคงต้องรอการประกาศจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
ขณะเดียวกัน ด้านกระทรวงพลังงาน โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เร่งประชุมกับผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า โดยมีแนวทางปฏิบัติเร่งด่วน เช่น การเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน และการเพิ่มรอบ-ปริมาณการกระจายน้ำมันจากคลังสู่สถานีบริการ เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมแถลงมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานในช่วงวิกฤตโลก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแหล่งเงินทุนเพื่อชดเชยกองทุนน้ำมันนั้น นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินชดเชย โดยระบุให้ไปสอบถามกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
วิจัยกรุงศรีฯ ชี้ผลกระทบเศรษฐกิจไทยและภาคธุรกิจ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้วิเคราะห์ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คาดการณ์ GDP และความเสี่ยงหลัก:
- การขยายตัวของ GDP: อาจลดลงจากกรณีฐาน -0.2% ถึง -0.9% (จากกรณีฐานคาดการณ์ 2.0% ณ เดือน ก.พ. 2569) ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสถานการณ์
- ความเสี่ยงหลัก: อยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการค้าโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้นกว่า 87% สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ 13 มี.ค. 2569) ซึ่งไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 58%

ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ:
- ได้รับผลกระทบมากที่สุด: โรงกลั่นน้ำมัน, ปิโตรเคมี, พลาสติกและบรรจุภัณฑ์, ธุรกิจไฟฟ้า
- ได้รับผลกระทบรองลงมา: ขนส่ง, เกษตร, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อาหาร, เดินเรือ และการบิน ซึ่งจะส่งผลกดดันภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย
การประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน การตัดสินใจและมาตรการที่รอบคอบจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้