สหรัฐฯ ปล่อยให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ: กลยุทธ์รักษาเสถียรภาพพลังงานโลก
เปิดเหตุผลที่สหรัฐฯ อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสงครามและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลก พร้อมท่าทีนานาชาติ
ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจที่อาจสร้างความประหลาดใจ โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ การตัดสินใจนี้มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อ จัดหาน้ำมันให้กับส่วนที่เหลือของโลก และรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานในตลาดโลก ที่กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก
ทำไมสหรัฐฯ จึงตัดสินใจผ่อนปรน?
นายเบสเซนต์กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ที่กรุงปารีส ระหว่างการเจรจาการค้ากับจีนว่า “เรือของอิหร่านได้ออกไปแล้ว และเราอนุญาตให้เป็นเช่นนั้นเพื่อจัดหาน้ำมันให้กับส่วนที่เหลือของโลก” คำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 40% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้จะมีการประจำการของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่างหนาแน่นในภูมิภาคนี้ แต่อิหร่านก็ยังคงสามารถส่งออกน้ำมันได้ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การที่สหรัฐฯ ไม่ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันหรือเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ต้องการให้ตลาดมีน้ำมันเพียงพอ ซึ่งนายเบสเซนต์มองว่าเป็น "ช่องเปิดตามธรรมชาติที่อิหร่านกำลังเปิดออก และตอนนี้เราก็พอใจกับเรื่องนั้น"

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ปัจจุบัน
ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางการค้าสำคัญสำหรับน้ำมันโลก ก่อนเกิดสงคราม น้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันจากความขัดแย้งได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม นายเบสเซนต์คาดการณ์ว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ราคาน้ำมันอาจลดลง "ต่ำกว่า" 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้มาก โดยเขายืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแผนเข้าแทรกแซงตลาดซื้อขายล่วงหน้าน้ำมัน
ท่าทีนานาชาติต่อการคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนการเดินเรือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ที่พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเข้ามาช่วยสหรัฐฯ ปกป้องเรือบรรทุกน้ำมันจากอิหร่าน ทว่าท่าทีจากชาติพันธมิตรกลับแสดงออกอย่างระมัดระวัง:
- สหภาพยุโรป (EU): มองว่าการเปิดช่องแคบเป็น "ผลประโยชน์" ของยุโรป แต่ชี้ว่า "อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติงานของ NATO" และ "ไม่มีประเทศสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ"
- เยอรมนี: แถลงว่า "สงครามครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ NATO" และไม่ควรเข้าไปมีบทบาทใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ
- สหราชอาณาจักร (UK): นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อ "สร้างแผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง" เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ
- ออสเตรเลียและญี่ปุ่น: ปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบดังกล่าว
- จีน: เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทันที หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด และป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

บทสรุปและอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ
การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นสัญญาณถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านกับการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก แม้มีความเห็นแตกต่างกันในหมู่พันธมิตรเกี่ยวกับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นการลดความผันผวนของราคาน้ำมันและประกันอุปทานที่เพียงพอ
อนาคตของช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันโลกยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่ท่าทีล่าสุดของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานระดับโลก